วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2561

วิธีแก้สิวอุดตัน

วิธีแก้สิวอุดตันอย่างได้ผล
          1. ล้างหน้าเป็นประจำ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาผิวมันง่าย และคนที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง เพราะจะเกิดการอุดตันของสิ่งสกปรกได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
          2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยในการขจัดปัญหาสิว หรือขจัดเชื้อแบคทีเรียได้ดี
          3. งดการทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะอาหารจำพวกนี้จะส่งผลให้ต่อมไขมันสร้างไขมันส่วนเกินมากขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสเสี่ยงสูงในการเป็นสิวอุดตันเพิ่มมากขึ้น
          4. ยารักษาสิวอุดตันต่างๆ ได้แก่ Retin-A ซึ่งเป็นยาที่ใช้ทาภายนอก หรือ Retinoids เป็นยาใช้ทานเพื่อรักษาสิว
          5. การกดสิว ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนทำ และไม่ควรบ่อยๆ เพราะจะทำให้ผิวเนียนสวยกลายเป็นหลุมได้

วิธีแก้สิวอุดตัน

วิธีแก้สิวผด

          สิวผด อีกหนึ่งปัญหาสิวที่พบได้บ่อย โดยสิวผด หรือสิวเทียม (Acne Aestivalis) เป็นสิวชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายผดผื่นเม็ดเล็กๆ สีแดง ถ้าเกิดอาการอักเสบก็อาจเป็นหนอง และมีอาการคันร่วมด้วยก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสิวทั่วไปคือ มักจะเห่อในเวลาบ่าย รวมถึงถ้ายิ่งทำการกำจัดมัน โดยการล้างหน้าอยู่บ่อยๆมันก็จะยิ่งเห่อมากขึ้นเท่านั้น วันนี้เรามีวิธีแก้สิวผดอย่างได้ผลมาฝากกัน
สิวผดมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุด้วยกันดังนี้
– ความร้อน โดยเฉพาะความร้อนจากแสงแดด
– การทำความสะอาดหน้าบ่อยๆ ด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะ เป็น เช็ด ล้าง ขัด ถูนั่นเอง
– เครื่องสำอาง การอุดตันสะสมของเครื่องสำอางในรูขุม ขนนั้น หรือการใช้อุปกรณ์การแต่งหน้าที่ไม่สะอาด เป็นตัวการอย่างดีเลยทีเดียว
– ร่างกายอ่อนเพลีย ขาดการพักผ่อน
– เชื้อรา อาจเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุด้วยก็เป็นได้ในบางกรณี

วิธีแก้สิวผด

          แม้ว่าสิวผดจะเป็นสิวที่เป็นง่ายและสามารถรักษาให้หายได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ก็สร้างความอึดอัดใจให้ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งปัญหาสิวผดสามารถรักษาได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
วิธีแก้สิวผดอย่างได้ผล
          1. การใช้ยารักษาสิวผดโดยเฉพาะ ซึ่งมักจะใช้ในกรณีที่เกิดการอักเสบของสิวขึ้นเท่านั้น เนื่องจากยารักษาสิวผดส่วนใหญ่มักมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ที่อาจส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองผิวได้นั่นเอง
          2. นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่เป็นวิธีที่ดีที่สุด แถมยังได้สุขภาพดีเป็นของแถมอีกด้วย
          3. เมื่อเป็นสิวผด ควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้า เนื่องจากจะทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้ รวมทั้งควรดูแลความสะอาดอุปกรณ์การแต่งหน้าด้วย เพื่อป้องกันสิวผด
          4. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในการบำรุงผิวที่เหมาะกับสภาพผิวซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือการระคายเคือง
         5. ครีมกันแดด เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากเมื่อต้องเผชิญหน้ากับแสงแดด ควรทาครีมกันแดดด้วยเพื่อเป็นการปกป้องดูแลผิว
         จะเห็นได้ว่าสิวผดเป็นสิวที่เกิดได้ง่ายรวมถึงวิธีแก้สิวผดก็ไม่ยาก โดยส่วนใหญ่เกิดจากวิถีการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ที่ขาดการดูแลสุขภาพนั่นเอง ดังนั้นถ้าไม่อยากให้สิวผดมารบกวนใจ ควรหมั่นดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างให้เหมาะสม…เท่านี้ผิวหน้าก็ห่างไกลสิวผดได้แล้ว

ส้นเท้าแตก สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และวิธีป้องกันส้นเท้าแตก

          เท้าถือเป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญมากซึ่งเราต้องใช้เรียกได้ว่าแทบจะตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจรดค่ำเลยทีเดียว ดังนั้น จึงอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการส้นเท้าแตกได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ใครหลายๆคนต่างประสบพบเจอ และทำให้รู้สึกแย่ทุกครั้งที่มองส้นเท้าของตนเองจนทำให้เสียบุคลิกภาพ ฉะนั้นหากเกิดอาการส้นเท้าแตกควรรีบไปรักษา อย่าปล่อยเอาไว้ให้มันลุกลามจนแก้ไขได้ยาก
ส้นเท้าแตกคืออะไร
           ส้นเท้าแตกเป็นภาวะที่หนังกำพร้าบริเวณส้นเท้าขาดความชุ่มชื้น แห้ง แตกลายงา เพราะส้นเท้านั้นเป็นบริเวณที่ค่อนข้างหนาและต้องรับน้ำหนักตัวของเรา แถมต้องใช้งานเกือบตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในคนอ้วนมักประสบพบเจอภาวะส้นเท้าแตกได้ง่ายกว่าคนผอม รวมทั้งผู้ที่ชอบเดินเท้าเปล่าไม่ใส่รองเท้าไปย่ำกับพื้นแข็งๆ ตลอดจนกรรมพันธุ์ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะส้นเท้าแตกได้เช่นเดียวกัน
ส้นเท้าแตก
อาการของส้นเท้าแตก
         ในระยะแรกนั้นส้นเท้ามักจะเริ่มบวมแดง เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานเข้าก็จะเริ่มแตกเป็นรอยเล็กๆ และเริ่มมีร่องลึก หรืออาจถึงขั้นแตกเป็นรอยเลือดและแสบจนเดินไปไหนไม่ได้เลยทีเดียว ดังนั้น อย่าได้นิ่งนอนใจคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กๆกับอาการส้นเท้าแตก เพราะหากปล่อยไว้เนิ่นนานจะสร้างความทรมานบั่นทอนจิตใจได้
สาเหตุของอาการส้นเท้าแตก
           เนื่องด้วยภาวะอากาศประเทศไทยเป็นเมืองร้อนทำให้เรามักชอบใส่รองเท้าแตะ หรือรองเท้าแบบเปิดส้น เพื่อให้เท้าไม่อับชื้น แถมยังชอบเดินไปมาในบ้านด้วยเท้าเปล่า ซึ่งด้วยความแข็งของพื้นประกอบกับความเย็นที่สัมผัสเป็นเหตุให้ผิวหนังบริเวณส้นเท้าแห้ง ตลอดจนคนอ้วนที่น้ำหนักตัวเยอะ ทำให้เท้าได้รับแรงกระแทกมากขึ้น และการเลือกสวมใส่รองเท้าที่คุณภาพไม่ได้มาตรฐานก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บริเวณส้นเท้าเกิดการหนาตัวขึ้นและแตกได้ง่ายขึ้นด้วย
ส้นเท้าแตก
การรักษาอาการส้นเท้าแตก
      – แช่เท้าในน้ำอุ่นประมาณ 15 นาทีก่อนนอนทุกคืน ประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ จากนั้นถูส้นเท้าที่แตกเบาๆ เพื่อให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วหลุดลอกออกไป แล้วเช็ดเท้าให้แห้งและทาครีมให้ความชุ่มชื้น
     – อาจลองนำเปลือกกล้วยหอมมาถูบริเวณส้นเท้าแตกเบาๆ ประมาณ 10 นาที โดยกรดในเปลือกกล้วยจะช่วยลอกผิวที่แตกและช่วยสมานผิวไปในตัว ลองทำดูนะคะ สัปดาห์ละประมาณ 2 – 3 ครั้ง
     – ก่อนนอนควรสวมถุงเท้านอนเป็นการรักษาความชุ่มชื้นให้คงอยู่
     – ควรใส่รองเท้าปิดส้นระหว่างที่อาการส้นเท้าแตกยังไม่หาย
     – ทาครีมให้ความชุ่มชื้นบริเวณส้นเท้าแตกเป็นประจำทุกวันและทุกคืน หรือทาได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ
     – หากรักษาในเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือถึงขั้นส้นเท้าแตกเป็นรอยเลือดและแสบ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที
วิธีการป้องกันส้นเท้าแตก
     – ขณะอยู่ในบ้านหรือออฟฟิศควรใส่รองเท้า อาจหารองเท้าขนสัตว์นุ่มๆ มาสวมใส่ เพื่อลดแรงกระแทกของเท้า และป้องกันความเย็นที่อาจทำให้ส้นเท้าสูญเสียความชุ่มชื้นไป
     – ควรหมั่นทาครีมบนส้นเท้าเป็นประจำเพื่อป้องกันส้นเท้าแตก
     – ควรเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าของคุณ ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป รวมทั้งพื้นไม่แข็ง ลงทุนหาแบบมีคุณภาพมาใส่จะดีกว่าเพื่อเท้าสวยๆ ของคุณนะคะ
     – ควรใส่ถุงเท้าเวลานอนเป็นประจำ
     – ควรลดน้ำหนัก (หากอ้วน) ทำให้ส้นเท้าไม่ต้องรับน้ำหนักมากเกินไป
ส้นเท้าแตก

Vita Energy วิธีใหม่ในการลดน้ำหนัก

          ปัจจุบันหลายคนอยากทราบว่าเครื่องดื่มค็อกเทลโปรตีนสำหรับการลดน้ำหนักเป็นประโยชน์หรือเป็นอันตรายต่อร่างกายกันแน่ เครื่องดื่มค็อกเทลเหล่านี้ได้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนที่ต้องการลดน้ำหนักส่วนเกินอย่างรวดเร็วโดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของพวกเขา ปัจจุบันนี้ VitaEnergy จากบริษัท DiaVita เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มค็อกเทลที่ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด วันนี้เราอยากจะบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องดื่มตัวนี้

VitaEnergy

          DiaVita เป็นบริษัทที่มีแก่นของธรุกิจคือการคิดค้นผลิตภัณฑ์ออแกนิคต่างๆ ความหลากหลายของเครื่องดื่มค็อกเทล VitaEnergy เป็นการยืนยันถึงกลยุทธ์ทางธุรกิจนี้ เวย์โปรตีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ มันช่วยเร่งการเผาผลาญอาหารและช่วยเผาผลาญไขมันใต้ผิวหนัง มันถูกย่อยได้อย่างรวดเร็ว และสารอาหารที่มีอยู่ในนั้นก็ช่วยยับยั้งความอยากอาหารได้ มันเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าไม่ใช่แค่สำหรับนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนที่เป็นโรคอ้วนด้วย
          ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของเครื่องดื่มค็อกเทล VitaEnergy คือมันสามารถทดแทนมื้ออาหารได้หนึ่งหรือสองมื้อ ไม่จำเป็นต้องควบคุมอาหารและรับประทานเพียงแต่ผักอีกต่อไป VitaEnergy เป็นทางเลือกรสชาติอร่อยแทนอาหารที่ใช้ในการลดน้ำหนัก
          สำหรับเรื่องรสชาติ เครื่องดื่มค็อกเทล VitaEnergy มีหลากหลายรสชาติ รสชาติที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือรสช็อกโกแลต เคล็ดลับสำหรับคนที่ชอบของหวานๆ คือ นอกเหนือจากความจริงที่ว่าเครื่องดื่มค็อกเทลช่วยยับยั้งความอยากอาหารแล้ว มันอาจจะเป็นสิ่งทดแทนที่สมบูรณ์แบบสำหรับของหวานด้วย มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพิจารณาว่าของหวานมักจะเป็นอุปสรรคสำคัญบนเส้นทางไปสู่การมีหุ่นที่ผอมเพรียวของคุณ
ข้อเท็จจริงโดยย่อเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องดื่มค็อกเทล VitaEnergy
          เครื่องดื่มค็อกเทล 250-300 มล. จะมอบสารอาหารที่สำคัญให้กับร่างกายของคุณและช่วยยังยั้งความอยากอาหารได้เป็นเวลานาน คุณสามารถดื่ม VitaEnergy หนึ่งแก้วแทนอาหารเช้าและอาหารเย็นได้ซึ่งมันจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 4 กิโลกรัมภายในหนึ่งสัปดาห์
          เครื่องดื่มค็อกเทลช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายของคุณซึ่งช่วยให้น้ำหนักลดลงเร็วขึ้นด้วย
          ตลอดระยะเวลาที่ควบคุมอาหาร ผลสำเร็จที่ได้จากการลดน้ำหนักไม่ใช่แค่การเผาผลาญไขมันเท่านั้น แต่มันยังเป็นการลดกล้ามเนื้ออีกด้วย เครื่องดื่มค็อกเทล VitaEnergy ช่วยให้น้ำหนักลดลงและรักษากล้ามเนื้อของคุณเอาไว้ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
         เครื่องดื่มค็อกเทล VitaEnergy สามารถนำมาใช้รับประทานแทนอาหารทั้งมือหรือใช้รับประทานเป็นอาหารว่างก็ให้ผลที่เหมือนกัน
ลองเครื่องดื่มค็อกเทล VitaEnergy ถ้า….
         คุณไม่สามารถควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัดได้หรือการควบคุมอาหารไม่ได้ผลสำหรับคุณ
         คุณไม่มีเวลาไปเข้ายิมออกกำลังกายหรือคุณอยากจะได้ผลที่เร็วขึ้น
         คุณอยากจะรักษาน้ำหนักตัวของคุณให้เป็นปกติอยู่เสมอ
         คุณใส่ใจสุขภาพของคุณ
         นอกจากความจริงที่ว่าเครื่องดื่มค็อกเทลช่วยให้ลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็วแล้ว มันยังเป็นเครื่องดื่มชูกำลังแบบธรรมชาติด้วย มันทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นและหลังจากการออกกำลังกายร่างกายก็ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ VitaEnergy คือการค้นพบที่แท้จริงสำหรับคนยุคใหม่ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพและอยากมีไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงได้รับความนิยมมากที่สุด วันนี้เราอยากจะบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องดื่มตัวนี้


วิธีกำจัดขนรักแร้

วิธีกำจัดขนรักแร้ ที่นิยมใช้กัน
          แหนบ เป็นอุปกรณ์ยอดฮิตที่หาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูก เมื่อเทียบกับการกำจัดขนรักแร้ด้วยวิธีอื่น เพียงใช้แหนบดึงขนรักแร้ออกทีละเส้นจนหมด แต่ควรระวังการแหนบโดนผิวหนังเพราะจะทำให้เกิดแผลสดได้

วิธีกำจัดขนรักแร้

          มีดโกน วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากอีกเช่นกันเพราะใช้เวลาน้อยมาก เพียงทาครีมหรือสบู่ก่อนการโกน เพื่อลดการเสียดสีที่ใบมีดจะกระทำต่อผิวหนัง ก็จะทำให้ขนรักแร้หลุดออกไปจนหมด แต่วิธีนี้ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะใบมีดมีความคมสูงอาจเกิดการบาดจนได้รับบาดเจ็บได้ อีกทั้งขนที่ขึ้นมาทดแทนจะแข็งและน่ารำคาญมากกว่าเดิม
          แว๊กซ์ เป็นวิธีการกำจัดขนรักแร้โดยใช้เจลเหนียวๆกับเศษผ้า เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีวางขายอยู่มากมายตามท้องตลาด เพียงแค่ทาเจลเหนียวๆลงบนบริเวณที่ต้องการกำจัดขน รีดให้เรียบด้วยเศษผ้าทรงสี่เหลี่ยม รอจนแห้ง จากนั้นกระชากผ้าออกตามแนวย้อนรูขุมขน ก็จะทำให้รักแร้ของคุณเกลี้ยงเกลาในพริบตาเดียว วิธีนี้หลายท่านขนหลุดปั๊บน้ำตาไหลปุ๊บ – -”
          ครีมกำจัดขน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและนิยมมากอีกวิธีหนึ่ง จุดเด่นของครีมกำจัดขนคือ เป็นวิธีที่เจ็บตัวน้อยที่สุด (แต่เจ็บตังค์มากที่สุด) และมีโอกาสเกิดบาดแผลน้อยที่สุดอีกด้วย เพียงแค่ทาครีมกำจัดขนลงบนรักแร้ของเรา ทิ้งไว้ 3 นาที ใช้ไม้พายที่แถมมาในกล่องขูดขนบนรักแร้ออกจนหมด ก็จะพบว่าขนหลุดออกมาได้อย่างง่ายดายเหลือเชื่อ

วิธีกำจัดขนรักแร้

          วิธีกำจัดขนรักแร้ข้างต้นต้องคอยหมั่นกำจัดซ้ำอยู่บ่อยๆ อาจจะเป็น 3-5 วันครั้ง หรือ อาทิตย์ละครั้ง เพราะเพียงไม่นานขนก็จะงอกยาวขึ้นมาใหม่ แต่สำหรับใครที่เบื่อหน่ายกับการต้องคอยกำจัดขนรักแร้ อยู่เป็นประจำ อาจเลือกเข้ารับการเลเซอร์จากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญได้ เพราะการเลเซอร์นั้นจะสามารถกำจัดขนได้ลึกถึงรากขน ขนรักแร้จึงไม่สามารถงอกยาวขึ้นมาได้อีกเลย

วิธีกำจัดไฝ อย่างปลอดภัยและได้ผล

วิธีกำจัดไฝอย่างปลอดภัยและได้ผล
          การจี้ด้วยเลเซอร์  วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเนื่องจากเป็นวิธีที่เจ็บตัวน้อย แผลที่ได้หลังการจี้ด้วยเลเซอร์มีขนาดเล็กและสามารดูแลรักษาแผลได้ง่ายกว่า เหมาะสำหรับไฝที่ยังมีขนาดไม่โตมาก แต่การจี้เลเซอร์ก็มีข้อเสียเช่นกัน คือ หลายครั้งที่การจี้เลเซอร์กำจัดไฝไปไม่ถึงรากไฝ ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานๆไฝเม็ดนั้นก็กลับโตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

วิธีกำจัดไฝ

          การผ่าตัด  การกำจัดไฝด้วยวิธีนี้ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลค่อนข้างแน่นอน เพราะสามารถกำจัดไฝได้ลึกถึงรากไฝ ทำให้บริเวณนั้นจะไม่มีโอกาสที่ไฝจะโตซ้ำขึ้นมาอีก แต่วิธีการนี้จะได้แผลหลังผ่าตัดที่ค่อนข้างยาวและลึก ทำให้มีโอกาสเกิดแผลเป็นสูง อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการรักษาแผลผ่าตัดนานกว่าการจี้ด้วยเลเซอร์
          การกำจัดไฝในคนที่มีอายุน้อยจะสามารถรักษาได้ง่ายและรวดเร็วกว่าผู้ที่มีอายุมาก เพราะไฝยังมีขนาดเล็ก ทำให้การดูแลแผลหลังผ่าตัดเป็นไปได้ง่าย รวมถึงการฟื้นตัวของผิวหนังในเด็กย่อมดีกว่าผู้ใหญ่มาก แต่ในการรักษามักพบว่าเด็กมักไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการรักษาได้ดีเท่ากับผู้ใหญ่ ที่เต็มใจเข้ามาขอรับการรักษาด้วยตัวเอง
          อีกปัจจัยหนึ่งที่ควรคำนึงถึงการกำจัดไฝ คือ สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงการกำจัดไฝหากไม่มีความจำเป็นอื่นใด เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าแผลสดของผู้ป่วยเบาหวาน จะฟื้นตัวได้ยากกว่าคนปกติ ทำให้การดูแลแผลหลังผ่าตัดเป็นไปได้ยากและมีโอกาสติดเชื้อสูง ดังนั้นวิธีกำจัดไฝที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุดคือวิธีที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ…

วิธีทดสอบสารอันตรายในครีม อย่างง่ายๆ

วิธีทดสอบสารอันตรายในครีม
     1. โซดาไฟหรือผงซักฟอก
          ให้นำครีมที่ซื้อม้ายลงบนกระดาษทิชชูสีขาวปริมาณเล็กน้อย จากนั้นนำผงซักฟอกหรือโซดาไฟ ละลายน้ำให้มีความหนืดเท่าๆกับครีม แล้วนำไปราดทิ้งไว้บนครีมที่ป้ายอยู่บนกระดาษทิชชูสีขาว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หากพบว่ากลายเป็นสีน้ำตาล แสดงว่าในครีมนั้นมีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนผสมอยู่
     2. พลาสเตอร์ปิดแผล
          โดยให้นำครีมมาทาทิ้งไว้บริเวณท้องแขน จากนั้นให้นำพลาสเตอร์ปิดแผลิดทับลงไป แล้วให้นำพลาสเตอร์ปิดแผลอีกชิ้นหนึ่งปิดไว้ใกล้ๆกัน ในบริเวณที่ไม่ได้ทาครีมไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง หากพบว่าพลาสเตอร์ทั้งสองมีสีที่ซีดแตกต่างกันมาก อาจสรุปได้ว่าครีมที่เราซื้อมานั้นมีส่วนผสมของปรอท

วิธีทดสอบสารอันตรายในครีม

          อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่กำลังรักษาฝ้าและกระ อาจมีความจำเป็นที่จะต้องทาครีมที่มีส่วนผสของปรอท และไฮโดรควิโนน เพราะฉะนั้นควรใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารเหล่านี้ ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายจากความไม่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเรา เพียงใช้วิธีทดสอบสารอันตรายในครีมแบบง่ายๆเท่านี้ ก็ช่วยให้เราสบายใจกับการดูแลตัวเองในทุกๆวันแล้ว

วิธีทดสอบครีมกันแดด ว่าเหมาะกับผิวเราหรือไม่

วิธีทดสอบครีมกันแดด ทำได้ดังนี้
          1. ทดสอบการแพ้ ก่อนใช้ครีมกันแดดที่มีหลากหลายยี่ห้อย่อมมีบางยี่ห้อที่เหมาะกับสภาพผิวของเรา แต่บางยี่ห้อก็สามารถทำให้การเกิดการแก้ครีมกันแดดขึ้นได้เพราะส่วนประกอบบางอย่างของครีมกันแดดดังนั้นในการเลือกซื้อ ควรทดสอบดูก่อนว่าครีมกันแดดยี่ห้อใดที่เหมาะกับสภาพผิวของเรามากที่สุดซึ่งสามารถทำได้โดยการทาครีมกันแดดที่ทาท้องแขนหลังจากผ่านไป 15 นาที ให้ตรวจสอบดูว่าเกิดอาการบวมหรือแพ้บ้างหรือไม่ หากไม่มีผลข้างเคียงใดๆแสดงว่าครีมกันแดดยี่ห้อนั้นสามารถใช้กับผิวของเราได้
          2. เลือกครีมกันแดดที่มี SPF เหมาะสีผิว สีผิวแต่ละสีมักมีสารเมลานินแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการเลือกใช้ครีมกันแดดจึงควรเลือกใช้ตามสีผิว เพื่อให้ครีมกันแดดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนี้
          – ผิวขาว คนผิวขาวมากจะมีผิวที่บางมาก ดังนั้นจึงควรใช้ครีมมกันแดด ที่มีค่า SPF ระหว่าง 45-60
          – ผิวขาวอมชมพู ผิวสีนี้เป็นผิวที่บางเช่นกันหากโดดแดดจะทำให้ผิวไหม้เร็วและกลายเป็นสีแทน ดังนั้นจึงควรใช้ครีมมกันแดดที่มีค่า SPF ระหว่าง 30-45
          – ผิวขาวเหลือง ผิวสีนี้มีเมลานินซึ่งทำหน้าที่ปกป้องแสงแดดได้อยู่บ้าง ดังนั้นจึงควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SFP ระดับกลางประมาณ SPF30
          – ผิวคล้ำ คนผิวคล้ำมักมีเมลานินสูง การใช้ SPF ที่มีค่าสูงจึงไม่จำเป็น แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดค่า SPF ต่ำ ประมาณ SPF15 ก็พอ เป็นต้น
          การทดสอบครีมกันแดดก่อนใช้และการเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตามสีผิว เพื่อให้เหมาะกับสภาพผิวของเรามากที่สุด จะเป็นตัวช่วยหนึ่งที่จะช่วยลดอาการผิวไหม้ ผิวคล้ำจากการโดดแดดและทำให้มั่นใจในการออกไปทำกิจกรรมต่างๆกลางแดดมากขึ้น

วิธีทดสอบครีมกันแดด

วิธีทดสอบเครื่องสำอาง ว่ามีอันตรายหรือไม่

วิธีทดสอบเครื่องสำอางด้วยตัวเอง
1. สารไฮโดรควิโนน
     ตรวจสอบได้โดยป้ายเครื่องสำอางที่ต้องการตรวจหาสารไฮโดรควิโนนลงบนกระดาษทิชชู่ หลังจากนั้นให้หยดน้ำผงซักฟอกปริมาณเข้มข้นลงไป ทิ้งไว้สักครู่แล้วค่อยกลับมาดูอีกครั้ง หากครีมเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลเกือบดำแสดงว่าเครื่องสำอางมีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนน แม้ว่าสารนี้สามารถยับยั้งเมลานินทำให้ผิดขาวขึ้นเร็วจริง แต่ถ้าหากหยุดใช้จะทำให้ผิวคล้ำลงกว่าเดิมและผลข้างเคียงจากการใช้จะทำให้ผิวระคายเคืองและเป็นฝ้าถาวร
2. สารปรอทและแอมโมเนีย
     การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของปรอทและแอมโนเมียไปนานๆ จะเกิดการสะสมในผิวหนังและร่างกาย เพราะสารอาจถูกดูดซึมสู่กระแสเลือดจนอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ จึงควรตรวจหาสารก่อนนำมาใช้กับผิวหน้า โดยใช้ชุดทดสอบที่มาจากผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
3. สารสเตียรอยด์ (Steroids)
     สามารถตรวจสอบได้โดยการนำเครื่องสำอางทาตรงบริเวณใต้ท้องแขน จากนั้นใช้พลาสเตอร์แปะทับตรงบริเวณที่ทาครีมไว้ หลังจากนั้น 6 ชั่วโมง ให้แกะพลาสเตอร์ออก หากผิวตรงที่แปะพลาสเตอร์ทิ้งไว้มีสีซีดมากว่าบริเวณอื่นแสดงว่ามีสารสเตียรอยด์อยู่ ซึ่งสารนี้ถือเป็นสารต้องห้ามในเครื่องสำอางอีกชนิดหนึ่งเพราะหลังจากการใช้เครื่องสำอางที่ผสมสารสเตียรอยด์เป็นเวลานานจะทำให้ ผิวหน้าบางไวต่อแสงแดด เป็นสิว บวมน้ำ และผิวหนังอักเสบ

วิธีทดสอบเครื่องสำอาง

วิธีกำจัดกลิ่นตัวอย่างได้ผล กลิ่นตัวแรง

       à¸§à¸´à¸˜à¸µà¸à¸³à¸ˆà¸±à¸”กลิ่นตัว

วิธีกำจัดกลิ่นตัวอย่างได้ผล
          รักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เป็นประจำ การอาบน้ำชำระสิ่งสกปรกของร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง จะช่วยลดปริมาณแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่นกาย ตามซอกอับข้อพับต่างๆ ให้เจริญเติบโตได้น้อยลง
          สารส้ม เป็นที่รู้จักกันดีและถูกใช้ในการกำจัดกลิ่นตัวมาอย่างช้านาน เพียงแค่ซื้อสารส้มจากร้านขายยาทั่วไป นำมาฟอกบริเวณรักแร้ ก่อนที่จะถูสบู่และล้างออกตามปรกติ เพียงเท่านี้กลิ่นตัวก็จะบรรเทาลงไปได้มากเลยทีเดียว
          งดอาหารที่ส่งกลิ่นแรง เช่น สะตอ เครื่องเทศ ต้นหอม ฯลฯ เพราะอาหารเหล่านี้ จะส่งผลต่อกลิ่นตัวโดยตรง โดยเฉพาะผู้ที่มีกิจกรรมในชีวิตประจำมาก ส่งผลให้เหงื่อออกเยอะ เนื่องจากร่างกายของเราจะขับของเสียส่วนหนึ่งออกมาทางผิวหนัง จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณจะมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนอื่น
          นอกจากการดูแลเรื่องกิจวัตรประจำวันและการทำความสะอาดแล้ว การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย สามารถถ่ายเทอากาศได้ดี ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการกำจัดกลิ่นตัวหรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายร่วมด้วย เพราะนอกจากช่วยระงับกลิ่นกายได้ตลอดวันแล้ว ยังมีกลิ่นหอมช่วยเสริมสร้างความมั่นได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ด้วยวิธีกำจัดกลิ่นตัวข้างต้น คุณก็สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวันด้วยความมั่นใจสุดๆแล้ว

วิธีทดสอบยาย้อมผม ว่าระคายเคืองหรือไม่ แบบง่ายๆและได้ผล

 วิธีทดสอบยาย้อมผมว่าระคายเคืองหรือไม่
          ให้ทดสอบบริเวณผิวที่อ่อนโยนของร่างกาย เช่น ผิวหนังบริเวณหลังหู หรือผิวหนังบริเวณท้องแขน เพียงแค่นำผลิตภัณฑ์ยาย้อมผมปริมาณเล็กน้อย ทาลงผิวหนังบริเวณดังกล่าว จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง หากพบว่ามีอาการคัน เกิดผื่นแดง หรือปวดแสบปวดร้อน แสดงว่าพบอาการแพ้ ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด และหากพบว่ามีอาการแพ้อย่างหนัก ให้นำฉลากของผลิตภัณฑ์ไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้เร็วที่สุด

วิธีทดสอบยาย้อมผม

          ถึงแม้ว่าการทดสอบยาย้อมผม จะพบว่าไม่มีอาการแพ้เกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าว แต่เราควรระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากของผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด เช่น ตรวจสอบวันหมดอายุ ควรสวมถุงมือขณะทำการย้อม ระวังไม่ให้เข้าตา หรือ ห้ามใช้ย้อมคิ้ว หรือขนตา เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งองค์การอาหารและยา ออกมาให้ความรู้และคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ยังคงเป็นที่ละเลยของบรรดาผู้บริโภคและบรรดาร้านทำผมอยู่ดี
          จะเห็นว่าการทสอบยาย้อมผม เป็นสิ่งที่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้เวลานานสักนิด เพื่อรอดูฏิกิริยาที่ผิวหนังมีต่อสารเคมีที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ แต่คุณจะสามารถมั่นใจได้ว่าคุณจะปลอดภัยจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ซึ่งแน่นอนว่าเวลาที่สูญเสียไป ย่อมคุ้มค่ากับการต้องเข้ารับการรักษาอาการแพ้สารเคมี ที่จะตามมาด้วยผื่นแพ้อันแสนน่าเกลียด และค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าอย่างแน่นอน

วิธีทดสอบการแพ้ครีม อยากรู้ว่าแพ้ครีมหรือไม่

           อาการแพ้ครีมอาการแพ้ครีม อาทิเช่น ผดผื่นขึ้นเป็นเม็ดเล็กๆ สิวเห่อ มีสิวเยอะหลังจากหยุดใช้ ใช้ครีมแล้วหน้าลอก อาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นในบ่อยครั้งและมักพบในผู้ที่มีผิวบาง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการใช้ครีมที่ไม่เหมาะสมต่อสภาพผิวหรือครีมที่มีสารอันตราย ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนครีมที่ใช้อยู่หรือซื้อครีมยี่ห้อใหม่มาใช้ ควรทดสอบการอาการแพ้ครีมก่อนใช้ เรามีวิธีทดสอบการแพ้ครีมแบบง่ายๆมาฝากกัน
วิธีทดสอบการแพ้ครีม
1. ทดลองทาเครื่องครีมบริเวณข้อพับเพื่อสังเกตุอาการแพ้
          วิธีการทดสอบนี้ทำได้ง่ายๆโดยนำครีมที่เพิ่งซื้อมาใหม่ทาลงบนบริเวณข้อพับให้เป็นรูปวงกลม โดยทาทุกวันเช้า-เย็น ติดต่อกันเป็นเวลา 10 วัน หากไม่มีอาการแพ้หรือผลข้างเคียง แสดงว่าครีมมีความปลอดภัยพอที่จะใช้กับใบหน้าได้
2. ทดสอบอาการแพ้โดยทดลองทาที่หลังใบหู
          วิธีการนี้คล้ายกับวิธีการแรกเพียงแต่ใช้ครีมเพียงเล็กน้อยในการทดสอบ โดยให้นำเนื้อครีมจำนวนเล็กน้อยมาแตะตรงบริเวณหลังใบหู โดยเอามาทาติดต่อกัน 3 วัน แล้วให้สังเกตอาการ หากไม่มีอาการแพ้ใดๆปรากฏ ถือได้ว่าครีมค่อนข้างปลอดภัยในระดับหนึ่ง
3. ทำการทดสอบอาการแพ้จากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
          วิธีการนี้ถือเป็นวิธีที่ชัวร์ที่สุดในการแพ้ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทดสอบ โดยนำครีมที่ต้องการตรวจสอบ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบหาอาการแพ้ ซึ่งทำโดยการนำครีมนั้นผสมในแผ่นพลาสเตอร์ แล้วแปะพลาสเตอร์ไว้ตรงหลังของเรา โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน แล้วจากนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงจะทำการตรวจสอบหาสารที่แพ้โดยละเอียดอีกครั้ง

 à¸§à¸´à¸˜à¸µà¸—ดสอบการแพ้ครีม

วิธีทดสอบกลูต้า กลูต้าแท้ทดสอบอย่างไร

          กลูต้า (Gluta) คือ สารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่ได้จากพืชและสัตว์ในตอนแรกกลูต้าถูกนำมาใช้เป็นยาเพราะสามารถใช้ล้างสารพิษและทำลายพิษในร่างกายได้ ต่อมากลูต้าก็กลายมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางค์หลากหลายยี่ห้อ เพราะกลูต้าทำให้ผิวขาวเร็วขึ้นและเห็นผลได้ชัด ดังนั้นด้วยความเชื่อที่ว่ากลูต้าสามารถทำให้ขาวได้ จึงมีการใช้กลูต้าอย่างแพร่พลายไม่ว่าจะเป็นด้วยการฉีดการรับประทาน และการทาลงบนผิว เนื่องจากกลูต้าได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงทำให้เกิดการผลิตกลูต้าปลอมระบาดขึ้นมา ดังนั้นเหล่าผู้ใช้และผู้ขายกลูต้า จึงค้นหาวิธีทดสอบกลูต้า กันอย่างจ้าละหวั่นเพื่อแยกกลูต้าแท้และกลูต้าปลอมออกจากกัน
วิธีทดสอบกลูต้า
          วิธีทดสอบกลูต้าที่ผู้คนเคยนิยมใช้ คือการทดสอบด้วยเบทาหรือยาแดงเองซึ่งทำโดย หยดเบดาดีนลงในแก้วน้ำประมาณ 20 หยด และแกะเม็ดแคปซูลกลูต้าลงไปและคนให้เข้ากัน หากน้ำเป็นสีใสแสดงว่าเป็นกลูต้าแท้และถ้าน้ำเปลี่ยนสีอื่น แสดงว่าเป็นกลูต้าปลอม วิธีทดสอบกลูต้าแบบนี้ใช้ไม่ได้ผลเพราะไม่มีการพิสูจน์ได้จริงว่าการใช้วิธีแท้จะทำให้ทราบว่ากลูต้าที่ใช้อยู่เป็นของแท้หรือไม่ เพราะสารบางอย่างในกลูต้าปลอมก็สามารถทำให้น้ำกลายเป็นสีใสได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงมีเพียงแค่การนำกลูต้าทดสอบไปในห้องแลปด้วยเครื่อง MRI หรือ NMR spectrometer เท่านั้น ที่จะสามารถทำให้ทราบได้ว่า กลูต้านั้นๆเป็นของแท้หรือของปลอม

กลูต้า

         เนื่องจากยังไม่มีวิธีทดสอบกลูต้าใด ๆที่สามารถใช้ตรวจสอบและพิสูจน์ได้ว่ากลูต้าเป็นของแท้และวิธีทดสอบกลูต้าที่อย่างแท้จริงก็สามารถทำได้เพียงวิธีการเดียวเท่านั้นคือการตรวจสอบด้วยเครื่องมือในห้องแลป ดังนั้นผู้บริโภคซึ่งเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีห้องแลป จึงทำได้แค่เพียงใช้กลูต้าที่ดูน่าเชื่อถือและผ่านการรับรองจาก อย.เท่านั้น แต่หากผู้บริโภคไม่มั่นใจว่ากลูต้าที่ใช้อยู่นั้นเป็นของแท้หรือของปลอมควรหยุดการใช้ตั้งแต่ตอนนี้เพราะการพิสูจน์กลูต้าของแท้ไม่สามารถทำได้จริงและที่สำคัญการที่บอกว่ากลูต้าทำให้ขาวก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้จริงด้วยเช่นกัน