วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561

วิธีทำความสะอาดบิ๊กอาย ให้สะอาดและปลอดภัยต่อดวงตา


สำหรับคนที่ใส่บิ๊กอายจะซื้อตามความชอบอย่างเดียวไม่ได้ เพราะสมัยนี้บิ๊กอายมีมากมายหลากหลายรุ่น คำโฆษณาเชิญชวนต่างๆนาๆ คุณอาจพลาดซื้อบิ๊กอายที่ไม่มีคุณภาพมาใส่ได้ ทางที่ดีควรเลือกซื้อที่มี อ.ย. รับประกัน บิ๊กอายที่สกปรกก็มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บดวงตาได้ เรามารู้จักวิธีการทำความสะอาดบิ๊กอายกันดีกว่า
วิธีทำความสะอาดบิ๊กอาย
          ขั้นตอนที่ 1 ล้างมือด้วยสบู่ นำบิ๊กอายวางหงายบนนิ้วชี้ มือข้างที่ถนัด สังเกตดูว่ากลับด้านหรือไม่
*สังเกตลายหากเป็นสีอ่อนๆ คือด้านใน หากมีสีเข้ม คือด้านนอก
          ขั้นตอนที่ 2 ใช้มืออีกข้างแหวกเปลือกตาออก จากนั้นใส่บิ๊กอายลงไปที่ตาดำ กระพริบตาเรื่อยๆ จนบิ๊กอายแนบสนิทกับดวงตา อาจระคายเคืองสักครู่หาก 5นาที ยังรู้สึกระคายเคือง ควรถอดออกทันที
          ขั้นตอนที่ 3 หากบิ๊กอายหล่นลงพื้น ห้าม!! ใส่ ให้นำไปแช่น้ำยาทำความสะอาดเชื่อโรค แช่ไว้ 12ชั่วโมง
มีเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆมาแนะนำกันดังนี้
>> ก่อนถอดหรือใส่ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
>> หากถอดบิ๊กอายให้แช่น้ำยาทิ้งไว้ 12ชม. เพื่อลดการระคายเคืองหากใส่ในครั้งต่อไป
>> ห้าม!! ใส่บิ๊กอายนอน และห้าม!! ใส่เกินวันละ 8 ชั่วโมง ดวงตาจะขาดออกซิเจน ห้าม!! ใส่บิ๊กอายที่ขาดหรือมีรอย
>> สำรวจวันหมดอายุ เริ่มนับตั้งแต่วันที่เริ่มใส่

วิธีทำความสะอาดบิ๊กอาย

         สุดท้ายนี้ฝากถึงสาวๆ บิ๊กอายจะสะอาดถูกต้องตามคำแนะนำ ต้องมีการถอดล้าง มีการแช่น้ำยาโปรตีนและก็ไม่ใช้ปะปนกันคนอื่น ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบาง ควรศึกษาวิธีใส่และการรักษาดูแลก่อนใช้ เพราะหากไม่รู้ข้อมูลจะเป็นอันตรายต่อดวงตาอย่างมาก ลองนำวิธีทำความสะอาดบิ๊กอายของเราไปใช้กันดูนะ ^ ^

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เวชสำอางคืออะไร มีอะไรบ้าง

เวชสำอาง (Cosmeceuticals) คือ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทั้งของเครื่องสำอางและยาเข้าไว้ด้วยกัน เรียกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่แห่งอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเลยก็ว่าได้ ซึ่งในสมัยนี้ผู้คนต่างก็เริ่มหันมาใช้ผลิตภัณฑ์เวชสำอางกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผลิตภัณฑ์ประเภทเวชสำอางที่มาจากธรรมชาติแท้ๆ โดยปราศจากสารปรุงแต่ง, กลิ่น, สี, วัสดุปนเปื้อนหรือตัดแต่งพันธุกรรม, ไม่มีการทดลองในสัตว์ และตัวทำละลาย หรือสารเคมีรุนแรง เป็นต้น
ผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่จัดเป็นเครื่องสำอางมีอะไรบ้าง?
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาสีฟันที่ผสมสารป้องกันฟันผุอย่างฟลูออไรด์
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ป้องกันหรือขจัดรังแค
– กลุ่มผลิตภัณฑ์อันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด

เวชสำอาง

ผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่จัดเป็นยามีอะไรบ้าง?
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับฉีดเข้าสู่ร่างกาย
– กลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการปลูกผมที่มีส่วนผสมของสาร Minoxidil
– กลุ่มผลิตภัณฑ์แก้อาการผิวหนังอักเสบ หรือผื่นแพ้และคันตามร่างกาย
– กลุ่มผลิตภัณฑ์รักษาสิวต่างๆ ที่มีส่วนผสมของสาร Benzoyl Peroxide, Antibiotics, Retinoic Acid
– กลุ่มผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าต่างๆ ที่มีส่วนผสมของสาร Azelaic Acid, Hydroquinone
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ใช้สำหรับช่องปาก อย่างยาแก้ปวดฟัน, ยาระงับเชื้อ, ยาแก้อาการเลือดออกตามไรฟัน, เหงือกบวม หรือรำมะนาด ที่มีส่วนผสมของสาร Antibacterial Agent
– กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับการเสริมทรวงอกต่างๆ
– กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสาร Antibiotics และ Corticosteroid
ซึ่งผลิตภัณฑ์จากเวชสำอางนี้ส่วนมากมักถูกนำมาใช้สำหรับสาวๆ ที่รักผิวพรรณทั้งหลาย โดยมักจะอยู่ในรูปของครีมบำรุงต่างๆ โดยเป็นสิ่งที่อยู่ก้ำกึ่งระหว่างเครื่องสำอางและยา แต่จะได้ผลที่ดีกว่าเครื่องสำอางทั่วไป และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองขึ้น ซึ่งครีมบำรุงผิวทั่วๆ ไปนั้นมักมีส่วนผสมของน้ำและน้ำมัน แต่กับผลิตภัณฑ์เวชสำอางในปัจจุบันนั้นได้รับความนิยมเนื่องจากได้ผลดีและสามารถแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด รวมทั้งไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหรือแพ้อีกด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสาวๆ ที่มีผิวพรรณหมองคล้ำทั้งหลายที่ใช้กลุ่มเวชสำอางนี้ก็จะสามารถแก้ไขได้อย่างตรงจุด ทำให้ปัญหาผิวที่หมองคล้ำหมดไป เนื่องจากมีการนำสารที่ออกฤทธิ์เป็นพิเศษสำหรับปัญหาของผิวพรรณในเรื่องนั้นๆ ลงไปในผลิตภัณฑ์เวชสำอางนั่นเอง

น้ำมันเมล็ดชาคามิลเลีย โอลิเฟรา สุดยอดประโยชน์และสรรพคุณบำรุงร่างกายและความงาม

หากเอ่ยถึงเรื่องของความสวยความงาม แน่นอนว่าบรรดาคุณผู้หญิงทั้งหลายต่างก็อยากมีผิวพรรณที่สดใสเปล่งปลั่งดุจสาวแรกแย้มตลอดเวลา และทำทุกวิถีทางเพื่อคงความอ่อนเยาว์นั้นไว้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย หรือการใช้ครีมบำรุงผิวต่าง ๆ นานา ตลอดจนการเข้าสถานเสริมความงาม และโดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกินที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่าอยากสวยให้เริ่มจากภายใน นั่นก็คือการเลือกรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายนั่นเอง และส่วนประกอบที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของการปรุงอาหารนั้นก็คือน้ำมัน ซึ่งจะดีแค่ไหนหากน้ำมันที่เรารับประทานเข้าไปช่วยบำรุงสุขภาพและเสริมความงามได้ดังเช่นน้ำมันเมล็ดชา วันนี้เรามีรายละเอียดพร้อมประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันเมล็ดชามาฝากกัน…
น้ำมันเมล็ดชาคืออะไร?
น้ำมันเมล็ดชา คือ น้ำมันที่ได้จากการสกัดของต้นชาคามิลเลีย โอลิเฟรา (Camellia Oleifera) โดยมีแหล่งกำเนิดมาจากทางตอนเหนือของประเทศจีน ซึ่งชาวจีนในสมัยโบราณมักนำน้ำมันจากเมล็ดชานี้มาบำรุงเส้นผม และผิวพรรณกันเป็นประจำ เราจึงเห็นสาวจีนที่มักมีผิวพรรณดี และเส้นผมที่ดกดำเงางาม นอกจากนี้ชาวหูหนานยังมีการนำน้ำมันเมล็ดชานี้มาใช้เป็นเวลานานถึงกว่าพันปีเลยทีเดียว

น้ำมันเมล็ดชา

ซึ่งภายในน้ำมันเมล็ดชานี้ประกอบไปด้วยกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวและมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายซึ่งร่างกายของเราไม่สามารถทำการสังเคราะห์ขึ้นใช้ได้เอง โดยมีทั้งวิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินอี, วิตามินดี, โอเมก้า 3, โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9 ที่สำคัญคือเป็นน้ำมันที่ไม่มีกรดไขมันทรานส์อยู่ จึงดีต่อสุขภาพร่างกายของเราเป็นอย่างยิ่ง สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งทอด, ผัด, หมัก หรือจะนำมาปรุงเป็นน้ำสลัดก็ได้ รวมทั้งสามารถนำไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง, แชมพู, ครีมนวดผม หรือโลชั่นต่าง ๆ ได้อีกด้วย

น้ำมันเมล็ดชา

ประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันเมล็ดชาคามิลเลีย โอลิเฟรา
– ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย
– ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
– ลดอัตราเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน
– ช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ
– ช่วยบำรุงผิวพรรณให้แข็งแรง ชุ่มชื้น สดใส เปล่งปลั่ง และดูอ่อนเยาว์
– ช่วยบำรุงเส้นผมให้นุ่ม และมีสุขภาพดี
นอกจากนี้ น้ำมันเมล็ดชานี้ยังดีต่อสตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นน้ำมันที่มีประโยชน์หลากหลายทั้งต่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้ ซึ่งในอนาคตเชื่อว่าน้ำมันชนิดนี้จะยิ่งได้รับความนิยมและแพร่หลายจนคุ้นหูกันมากขึ้นอย่างแน่นอนเลยทีเดียว

วิธีดูทองคําขาว วิธีทดสอบทองคำขาวว่าแท้หรือไม่ ทำอย่างไร?

ทองคำขาว มีชื่อภาษาอังกฤษคือแพลตตินั่ม (Platinum) เป็นธาตุโลหะสีขาวจากธรรมชาติซึ่งมีถิ่นกำเนิดมาจากตะกอนการทับถมกันของแร่ในแถบประเทศรัสเซีย แอพฟริกาใต้ และแคนาดา ซึ่งทองคำขาวมีความแวววาวและเป็นโลหะที่มีน้ำหนักมากกว่าทองคำและมีสีขาวบริสุทธิ์ จึงนิยมนำมาสร้างเป็นเครื่องประดับ อาทิเช่น สร้อยคอ กำไล แหวนหมั้น เป็นต้น ที่สำคัญเมื่อเลือกซื้อควรพิจารณาให้ดีเพราะคุณสมบัติที่แข็งและหล่อยากของทองคำขาวทำให้มันมีราคาสูงกว่าทองคำถึง 3-4 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งวิธีดูทองคำขาวสามารถสังเกตได้ไม่ยาก
วิธีดูทองคําขาวและทดสอบทองคำขาวอย่างง่ายๆ
ทองคำขาวของแท้มักมีสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งแตกต่างจากสีของโลหะที่ทำจากเงิน และสีจะไม่หมอง ไม่ดำ และไม่เปลี่ยนสี มีความทนทานสูง ที่สำคัญของคำขาวแข็งและเหนียวมากปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ยากจึงมีราคาแพงเพราะต้องจ้างช่างที่มีฝีมือและประสบการณ์สูงมาหล่อเป็นเครื่องประดับ ตามปกติตัวทองคำขาวเองจะไม่ทำปฏิกิริยากับโลหะอื่นๆเช่นเดียวกับทองคำ ให้ทดลองโดยการใช้แม่เหล็กดูด หากนำแม่เหล็กมาใกล้ๆทองคำขาวแล้วมันไม่ทำปฏิกิริยาด้วยแสดงว่าเป็นทองคำขาวแท้ นอกจากนี้ทองคำขาวยังทนทานความร้อนได้ดี และมีคุณสมบัติทนกรดได้ เพราะทองคำขาวจะไม่ละลายหรือสึกกร่อนไปกับกรด ไม่เป็นสนิมและไม่หลอมละลายเมื่อโดนไฟหลอมทอง โดยสามารถทดลองนำกรดราดบนทองคำขาวได้เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นของแท้หรือไม่ (แต่วิธีนี้ไม่ค่อยแนะนำเพราะทำบ่อยๆอาจทำให้ทองคำขาวหมดความมันวาวได้) ที่สำคัญทองคำขาวแท้จะมีน้ำหนักมากกว่าทองคำ โดยเมื่อทดลองสวมพร้อมกันจะทำทราบได้ในทันทีว่าทองคำขาวมีน้ำหนักมากกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการสังเกตุคือการดูตัวตอกหรือรอยสลักที่ตัวทองคำขาวซึ่งมักจะมีเลขปรากฏอยู่ คือเลข 705 และ 18K

วิธีดูทองคำขาว

ทองคำขาวคือโลหะซึ่งมีมูลค่าที่สูงดังนั้นเมื่อได้เลือกซื้อมาอย่างดีแล้ว ควรสวมใส่อย่างระมัดระวังและดูแลทองคำขาวเป็นอย่างดี เพื่อรักษาประสิทธิภาพการใช้งานให้ยาวนานและคงทน

วิธีขจัดรังแคบนหนังศีรษะ อย่างได้ผล

ปัญหารังแค ที่พบส่วนมากจะมี 2 ชนิด คือ รังแคเปียก และรังแคแห้ง และเจ้ารังแคทั้งสองชนิดนี้ก็เป็นปัญหาที่ทำให้ใครหลายคนเกิดความกังวลใจอย่างมาก เพราะรังแคสามารถมองเห็นได้ชัดจนทำให้ความเสียความมั่นใจและเมื่อเกาหัวเพื่อลดอาการคันจากรังแค ก็ยังทำให้เสียบุคลิกภาพเป็นอย่างมาก นอกจากรังแคยังเป็นสาเหตุให้เกิดผมร่วงอีกด้วย
วันนี้ทางเราจึงนำวิธีการขจัดรังแคที่รบกวนใจใครหลายๆคนมาฝาก ดังนี้
1.ใช้ผลิตภัณฑ์แชมพูที่มีสารในการขจัดรังแค ควรเลือกซื้อแชมพูที่มีตัวยารักษาและขจัดรังแคชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้ เช่น ซิงค์ไพริไทออน, ซีลีเนี่ยมซัลไฟด์, คีโทโคนาโซล, พรอคโทนโอลา เพื่อช่วยให้การขจัดรังแคมีประสิทธิภาพและหายได้เร็วมากขึ้น

วิธีขจัดรังแคบนหนังศีรษะ

2.สระผมให้ถูกวิธี รู้หรือไม่ว่าการสระผมทุกวันเป็นสาเหตุให้ผมมันและเกิดเป็นรังแค ดังนั้นควรสระผมแค่สัปดาห์ละ 3-5 ครั้งเท่านั้นและในขณะสระผมควรนวดศีรษะ ให้ทั่วและทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างออกให้สะอาด หลังจากนั้นให้เช็ดผมให้แห้ง และที่สำคัญไม่ห้ามนอนในขณะผมเปียกโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ
3.ทำความสะอาดเครื่องใช้ส่วนตัว เครื่องใช้ส่วนตัวเป็นแหล่งหมกหมม เชื้อราและเชื้อโรคทั้งหลายที่ก่อให้เกิดรังแคโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่ควรไม่ใช้สิ่งของเหล่านี้ร่วมกับผู้อื่นและควรทำความสะอาดเครื่องใช้ส่วนตัว อาทิเช่น หวี ผ้าเช็ดผม ปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี
เพราะปัญหารังแคส่วนมากมีสาเหตุมาจากการดูแลสุขภาพผมและการใช้เครื่องใช้ส่วนตัว ดังนั้นแค่เพียงท่านรักษาความสะอาดใช้แชมพูที่มีคุณภาพสระผมและดูแลสุขภาพผมตามวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ ปัญหารังแคบนหนังศีรษะเหล่านี้ก็จะหมดไป

สปาคืออะไร มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

สปา (Spa) นั้นเป็นคำที่มาจากภาษาละตินคือ Sanus Per Aquam ซึ่งแปลว่า การดูแลสุขภาพโดยการใช้น้ำ เพื่อให้ได้สุขภาพที่ดีและเกิดความผ่อนคลาย โดยการทำสปานั้นเป็นการดูแลสุขภาพโดยวิธีทางธรรมชาติที่อาศัยน้ำเป็นองค์ประกอบแห่งการบำบัด ผสานควบคู่กับศาสตร์สัมผัสทั้งห้าอย่าง รูป, รส, กลิ่น, เสียง และการสัมผัส เพื่อให้เกิดความสมดุลขึ้นระหว่างร่างกายและจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี
ศาสตร์สัมผัสทั้ง 5 มีอะไรบ้าง?
1. รูป เป็นการผ่อนคลายด้วยบรรยากาศ คือการสร้างบรรยากาศให้แก่สถานที่มีความสดชื่นน่าผ่อนคลาย โดยอาจประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ หรือรูปภาพที่สวยงามต่างๆ เป็นต้น
2. รส เป็นการบำบัดร่างกายด้วยการรับประทานอาหารที่ได้สัดส่วนในปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยจากสารเคมีต่างๆ อย่างในผักและผลไม้ ตลอดจนเครื่องดื่มสมุนไพรอย่างน้ำชาเขียว หรือขิงอุ่นๆ เป็นต้น
3. กลิ่น เป็นการใช้กลิ่นหอมในการบำบัดโดยหลักของอโรมาเธอราปี เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย
4. เสียง เป็นการใช้ดนตรีในการบำบัด ซึ่งเป็นเสียงดนตรีแบบฟังสบาย ๆ รื่นหู อย่างเช่น เสียงน้ำหยด, เสียงนกร้อง, เสียงน้ำไหล เป็นต้น
5. สัมผัส เป็นการนวดผ่อนคลายแบบอ่อนโยน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายสบายขึ้น และจิตใจก็เย็นลง

สปา

ประเภทของสปาต่าง ๆ มีอะไรบ้าง?
– คลับสปา เป็นสปาขนาดเล็กภายในศูนย์สุขภาพของคนที่มาออกกำลังกาย หรือสถานบริการในการบริหารร่างกายต่างๆ
– เดสทิเนชั่นสปา เป็นสปาสำหรับการฟื้นฟูสุขภาพ เป็นสถานที่ซึ่งมีห้องสำหรับพักค้างคืน โดยก่อนเข้าพักจะทำการตรวจสุขภาพเพื่อเป็นการเลือกโปรแกรมบำบัดได้อย่างเหมาะสมโดยใช้วารีบำบัด
– เมดิคอลสปา เป็นสปาที่นำธรรมชาติมาผสมผสานกับวิทยาการทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสปาที่มีแพทย์ผู้ชำนาญโดยเฉพาะเป็นผู้ดูแล
– น้ำพุร้อนสปา เป็นสปาที่มีบ่อน้ำแร่และน้ำพุร้อน ช่วยบำบัดและรักษาอากาเจ็บป่วยอย่างอาการปวดไขข้อ เป็นต้น
– เดย์สปา เป็นสปาส่วนใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง โดยจะเน้นในเรื่องของความสวยงามควบคู่กับการผ่อนคลาย
– โฮมสปา เป็นการทำสปาด้วยตนเองแบบง่าย ๆ ที่บ้าน โดยอาจเรียกใช้บริการสถานบริการสปาที่ส่งพนักงานมาบริการถึงบ้าน

วิธีกำจัดฟันเหลือง ให้ขาวสะอาดสดใส

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ฟัน” เป็นอวัยวะที่เราต้องใช้งานทุกวัน ฉะนั้นเมื่อเวลาผ่านไปสีของฟันก็จะค่อยๆเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของการใช้งาน จากสีขาวกลายเป็นสีเหลืองที่เข้มขึ้น เพราะอาหารบางชนิดที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน จะทิ้งคราบสีไว้กับฟันของเรา เช่น ชา กาแฟ บุหรี่ ฯลฯ หรืออาจรวมถึงการดูแลรักษาความสะอาดในช่องปากไม่ดี ก็เป็นสาเหตุของฟันเหลืองเช่นกัน


ดังนั้นเราจะมาดูกันว่า เราสามารถ กำจัดฟันเหลือง ด้วยวิธีง่ายๆและปลอดภัยได้อย่างไรกันบ้าง
ขูดหินปูน อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพราะบางคราบเศษอาหารที่เราทำความสะอาดไม่ถึง อาจแข็งตัวกลายเป็นหินปูน และทิ้งคราบสีเหลืองๆไว้กับฟันของเรา ดังนั้นเราจึงควรขูดมันออกเพื่อ กำจัดคราบฟันเหลือง

วิธีกำจัดฟันเหลือง

ขัดฟัน ด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น เกลือ มะนาว เปลือกกล้วย ฯลฯ เพราะวัตถุดิบเหล่านี้ สามารถช่วยขจัดคราบสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่บนฟัน ให้หลุดออก ช่วยให้ฟันกระจ่างใสขึ้น แต่ไม่ควรขัดแรงเกินไป เพราะอาจทำลายชั้นเคลือบฟันให้เกิดความเสียหายได้
ฟอกสีฟัน ปัจจุบันมีให้เลือกได้ 2 แบบ คือ แบบที่ให้ทันตแพทย์ทำให้ที่คลินิก หรือ แบบที่ซื้อกลับมาทำเองที่บ้าน วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมที่สุด เพราะเห็นผลได้ในเวลาเพียง 20-30 นาที ซึ่งการฟอกสีฟันนั้น จะมีสารช่วยดูดซับ ธาตุบางชนิดที่ให้สีเหลืองแก่ฟันออกมา ทำให้ฟันของเราขาวกระจ่างใสในช่วงพริบตา

วิธีกำจัดฟันเหลือง

จะเห็นว่าเราสามารถกำจัดฟันเหลืองได้อย่างไม่ยากเย็นเลยตามวิธีข้างต้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเรากำจัดฟันเหลืองได้แล้วก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชาและกาแฟ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการเกิดคราบเหลืองบนฟัน เพียงเท่านี้เราก็สามารถยิ้มหวานได้อย่างมั่นใจแล้ว…

หอมแดง ประโยชน์และสรรพคุณของหอมแดง

หอมแดง (Shallot) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกหัว ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ว่านเพลาะ, ว่านไก่แดง, ว่านหมาก หรือว่านหอมแดง เป็นต้น จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว และในประเทศไทยบ้านเรามีปลูกมากทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเป็นพืชรสฉุนที่เป็นที่นิยม โดยเฉพาะการนำมาประกอบอาหารรับประทานอย่างยำต่าง ๆ และมีประโยชน์ในการช่วยขับลมและแก้อาการหวัดคัดจมูก
ลักษณะทั่วไปของหอมแดง
สำหรับหอมแดงนั้นจัดเป็นไม้ล้มลุก โดยมีความสูงของลำต้นประมาณ 20 – 30 เซนติเมตร เป็นพืชที่มีลำต้นสั้น มีหัวอยู่ใต้ดิน เกิดจากใบเกล็ดเรียงแบบซ้อนกันเป็นทรงกลม เปลือกหุ้มสีน้ำตาลหรือม่วง มีหลายหัวเกาะกลุ่มกันอยู่ ส่วนใบนั้นออกเป็นใบเดี่ยว เกิดจากรากที่เรียงซ้อนกัน ส่วนดอกนั้นจะเป็นรูปทรงระฆังเรียงเป็น 2 วง มีสีเขียวถึงขาว โดยลักษณะของดอกจะเป็นช่อคล้ายซี่ร่ม และผลของต้นหอมแดงจะเป็นผลแห้งแตกได้

หอมแดง

ประโยชน์และสรรพคุณของหอมแดง
หัว – ช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ และสามารถนำมาตำสุมกระท่อมเด็กแก้หวัด ให้รสร้อน
ต้น – ช่วยขับลม และช่วยให้โล่งจมูก หายใจสะดวก

หอมแดง

นอกจากนี้ หอมแดงยังช่วยให้ร่างกายสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดี และช่วยลดคอเลสเตอรอล รวมทั้งป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ ควรรับประทานในปริมาณที่พอดีและเหมาะสม เนื่องจากหากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการตาฝ้ามัว ฟันเสีย มีกลิ่นตัว มีอาการหลงลืมง่าย และอาจทำให้เกิดผมหงอกขึ้นได้ เป็นต้น

ว่านหางจระเข้ ประโยชน์และสรรพคุณของว่าหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ (Aloe vera) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกต้น ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียกว่านไฟไหม้ ส่วนภาคกลางเรียกหางตะเข้ เป็นต้น โดยจัดเป็นพืชสมุนไพรที่เราต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี นิยมปลูกกันตามบ้านเรือน มีสรรพคุณเด่นในเรื่องการรักษาแผลพุพองจากน้ำร้อนลวก หรือไฟไหม้ เป็นพืชที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา และทางแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ลักษณะทั่วไปของว่านหางจระเข้
สำหรับว่านหางจระเข้นั้นจัดเป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุยืนนานหลายปี โดยมีความสูงของลำต้นประมาณ 0.5 – 1 เมตร ซึ่งบริเวณลำต้นจะมีข้อเป็นปล้องๆ สั้นๆ ส่วนใบนั้นจะมีสีเขียว พร้อมจุดยาวสีเขียวอ่อนๆ ลักษณะอวบน้ำ และภายในเป็นวุ้นใสๆ โดยออกเป็นใบเดี่ยวออกแบบเรียงเวียนสลับ มีโคนใบใหญ่ ปลายแหลม และบริเวณขอบใบจะมีหนามแหลมออกห่างกัน ส่วนดอกนั้นจะมีสีแดงแกมเหลือง ออกเป็นช่อกระจะอยู่ที่บริเวณปลายยอด และผลจะเป็นผลแห้งรูปทรงกระสวย

ว่านหางจระเข้

ประโยชน์และสรรพคุณของว่านหางจระเข้
ใบ – สามารถนำมาตำผสมกับสุราใช้พอกฝี ส่วนวุ้นจากใบให้นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วฝานบางๆ นำมาปิดหรือทาแผลจากไฟไหม้ และน้ำร้อนลวกได้ดี ช่วยดับพิษร้อน รวมทั้งใช้ทาเพื่อป้องกันผิวพรรณจากอาการไหม้แดด หรือโดนทำร้ายจากรังสียูวี ตลอดจนนำมาทาเพื่อรักษาสิว ฝ้า หรือรอยแผลเป็น และช่วยบำรุงร่างกาย ดูดพิษร้อนภายในร่างกาย และช่วยแก้โรคกระเพาะ ให้รสเย็น
ทั้งต้น – สามารถนำมาดองสุราดื่มเพื่อขับน้ำคาวปลา ให้รสเย็นเอียน
น้ำมันจากเมล็ด – ช่วยแก้มุตกิด แก้ช้ำรั่ว และช่วยถ่ายโรคหนองใน ให้รสขมชื่น
ซึ่งจะเห็นได้ว่าว่านหางจระเข้นั้นจัดเป็นพืชสมุนไพรที่เราต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีซึ่งมีประโยชน์มากมายหลากหลายเลยทีเดียว

ผักกระเฉด ประโยชน์และสรรพคุณของผักกระเฉด

ผักกระเฉด (Water mimosa) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกผัก ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ผักรู้นอน เป็นต้น นับเป็นพืชผักที่คนไทยเราต่างรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แถมยังเป็นเมนูโปรดของใครอีกหลายคนเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นผักที่มีรสชาติกรุบกรอบ หวาน และอร่อย จึงทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะนำมาประกอบอาหารรับประทานกันเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว โดยเป็นพืชของประเทศไทยเรา
ลักษณะทั่วไปของผักกระเฉด
สำหรับต้นผักกระเฉดนั้นจัดเป็นไม้เลื้อยเช่นเดียวกันกับผักบุ้ง สามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในน้ำและบนบก หากอยู่บนบกจะเป็นพืชคลุมดิน แต่หากอยู่ในน้ำจะเป็นทุ่นช่วยในการพยุงเถาให้ลอยน้ำ เนื่องจากในผักกระเฉดนั้นมีส่วนที่เรียกว่านมสีขาวๆ อยู่ตามข้อของลำต้น และมีรากขึ้นอยู่บริเวณข้อหรือที่เรียกกันว่าหนวด ส่วนใบนั้นจะมีสีเขียวขอบม่วงออกตามข้อ มีลักษณะเป็นใบประกอบคล้ายขนนก ซึ่งมองดูคล้ายกับใบของต้นมะขามเป็นอย่างมากจนแทบแยกไม่ออกเลยทีเดียว ส่วนรากของต้นผักกระเฉดจะแตกออกเป็นกระจุกอยู่ตามข้อ, ดอก และผล โดยดอกนั้นจะมีสีเหลืองออกเป็นช่อๆ กลมๆ ออกอยู่ตามซอกใบ และผลจะออกเป็นฝักมีลักษณะโค้งงอเล็กน้อย โดยภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 10 เมล็ด ตลอดจนบริเวณข้อจะมีนมผักกระเฉดเป็นฟองสีขาวหุ้มลำต้นอยู่ คอยทำหน้าที่พยุงตัวในน้ำ

ผักกระเฉด

ประโยชน์และสรรพคุณของผักกระเฉด
นม – ช่วยสำหรับบำรุงร่างกายให้แข็งแรง รวมทั้งช่วยถอนพิษตับอักเสบ และแก้อาการไข้ตัวร้อน ให้รสจืดเย็น
ใบ – ช่วยในการแก้ไข้พิษ หรือดับพิษ และช่วยดับพิษปวดแสบปวดร้อน ให้รสจืดเย็นและเนื่องจากต้นผักกระเฉดนี้จะมีความพิเศษอยู่ตรงใบ คือเมื่อเวลาโดนการสัมผัสใบจะหุบเอง รวมทั้งในเวลากลางคืนด้วย

ผักกระเฉด

และนี่จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของต้นผักกระเฉด นั่นก็คือ ผักรู้นอน นั่นเอง

ควินัว ประโยชน์และสรรพคุณของควินัว

หากเอ่ยถึง ควินัวหรือคีนัว เชื่อว่ามีหลายคนที่รู้จัก และมีอีกหลายคนเลยทีเดียวที่ยังคงสงสัยว่าอาหารชื่อแปลกนี้คืออะไร สำหรับควินัวนั้นจัดเป็นอาหารที่อุดมด้วยประโยชน์มากมายหลากหลายจนถึงขนาดได้รับฉายาว่า Super Food เลยทีเดียว วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกับควินัวนี้กันว่าคืออะไร และมีประโยชน์ต่อร่างกายเราอย่างไร
ควินัวคืออะไร?
ควินัว (Quinoa) นั้นจัดเป็นพืชตระกูลข้าว หรือเมล็ดธัญพืชชนิดหนึ่ง โดยมีลักษณะเป็นเมล็ดกลมๆ อยู่ในจำพวกเดียวกันกับข้าวบาร์เลย์, ข้าวสาลี, ผักปวยเล้ง และหัวบีท โดยควินัวนี้อุดมด้วยสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างมากเลยทีเดียว และแม้ว่าจะเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง แต่ก็อุดมไปด้วยไฟเบอร์หรือกากใยอาหารที่สูงเช่นกัน จึงทำให้ย่อยง่าย กระเพาะไม่ต้องทำงานหนัก และขับถ่ายได้ดี ซึ่งเป็นธัญพืชที่พบมากอยู่ทางทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ เปรู, โคลัมเบีย, เอกวาดอร์ หรือโบลีเวีย เป็นต้น สามารถนำมารับประทานเป็นอาหารเช้าแทนข้าวได้ โดยก่อนรับประทานต้องนำมาหุงให้สุก ซึ่งใช้เวลาในการหุงไม่นาน เมื่อสุกแล้วจะนิ่มและมีความกรุบกรอบ และยังสามารถนำไปประกอบอาหารรับประทานได้หลากหลายเมนูอีกด้วย

ควินัว

ควินัว
ควินัว

ประโยชน์ของควินัวมีอะไรบ้าง?
– อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย สามารถป้องกันโรคต่าง ๆ ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น
– อุดมด้วยไฟเบอร์หรือกากใยอาหาร ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องนาน และปรับสมดุลของระดับน้ำตาลภายในเลือดได้ดี จัดเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนลดน้ำหนักอย่างยิ่ง และไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคริดสีดวงทวาร หรือโรคลำไส้ต่างๆ และดีต่อระบบย่อยอาหาร
– ช่วยลดระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือด ทำให้หัวใจแข็งแรงทำงานได้อย่างปกติ
– ช่วยขจัดคราบไขมันชนิดไม่ดีที่เกาะอยู่ตามผนังลำไส้ และปราศจากกลูเตน ช่วยให้เซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในร่างกายแข็งแรง
– ช่วยผลิตแบคทีเรียที่ดีให้แก่ร่างกาย และขจัดแบคทีเรียที่ไม่ดีออกจากร่างกาย ช่วยต่อต้านการอักเสบของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

ควินัว

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าควินัวนั้นจัดเป็นเมล็ดธัญพืชที่อุดมด้วยประโยชน์มากมาย สมกับที่ได้ฉายาว่าซูเปอร์ฟู้ดอย่างยิ่งเลยทีเดียว แต่เนื่องจากควินัวมีกากใยอาหารอยู่สูงจึงไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปนัก เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการท้องเสียขึ้นได้นั่นเอง

ฟัก ประโยชน์และสรรพคุณของฟัก

ฟัก (Winter Gourd, Winter Melon) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกเถา ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียกมะฟักหม่น, ฟักขม, ฟักจิง, ฟักขี้หมู, ฟักแฟง, ฟักเขียว หรือฟักขาว ส่วนภาคใต้เรียกขี้พร้า และจังหวัดแม่ฮ่องสอนเรียกมะฟักหอม เป็นต้น ซึ่งฟักนี้จัดเป็นพืชที่เพาะปลูกกันมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออก โดยในบ้านเรามักนิยมนำมาประกอบอาหารรับประทาน ซึ่งสามารถรับประทานได้ทั้งชนิดดิบและชนิดสุก
ลักษณะทั่วไปของฟัก
สำหรับฟักนั้นจัดเป็นพืชลำต้นยาวชนิดหนึ่งที่มีอายุค่อนข้างสั้น โดยลำต้นจะมีสีเขียวพร้อมขนหยาบๆ ขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วทั้งบริเวณลำต้น แตกกิ่งก้านมาก ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ดินร่วนปนทราย มักมีการขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด และเก็บเกี่ยวได้เร็วภายใน 3 เดือนเท่านั้น ส่วนใบนั้นบริเวณขอบใบจะมีลักษณะหยักคล้ายซี่ฟัน โคนเว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายแหลม ออกแบบเรียงสลับตามข้อของลำต้น มีดอกสีเหลืองออกเป็นดอกเดี่ยวอยู่ตามบริเวณง่ามใบ และผลของต้นฟักนี้จะเป็นรูปทรงไข่แกมขอบขนาน หรือรูปทรงกลมยาว เปลือกแข็งสีเขียว ส่วนเนื้อภายในมีสีขาวอมเขียวอ่อน เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ พร้อมทั้งมีเมล็ดสีขาวอยู่ภายในจำนวนมาก

ฟัก

ประโยชน์และสรรพคุณของฟัก
ใบ – สามารถนำมาตำใช้แก้อาการฟกช้ำ หรือบวม และแก้พิษจากผึ้งต่อย หรือบาดแผลเล็กน้อย ให้รสเย็น
ลูก – ช่วยแก้ธาตุพิการ ขับปัสสาวะ และแก้อาการไอออกมาเป็นเลือด ให้รสเย็น
น้ำคั้นจากลูกฟัก – ช่วยแก้อาการโลหิตเป็นพิษ และแก้อาเจียน ให้รสเย็น
น้ำยางจากผลฟัก – ช่วยรักษาอาการเบาหวาน แก้อาการบวมน้ำ หรืออาการผิดปกติทางระบบประสาท และสามารถรักษาโรคไตได้ ให้รสเย็นฝาด
เปลือกลูก – ช่วยแก้อาการปวดเอว หรืออาการช้ำใน ให้รสเฝื่อนเย็น
เมล็ด – ช่วยแก้อาการไตอักเสบ ลดไข้ ขับพยาธิ หรือแก้อาการริดสีดวงทวาร รวมทั้งอาการบวมอักเสบ ตลอดจนแก้ลำไส้อักเสบ และช่วยบำรุงผิวพรรณ ให้รสมัน
ราก – ช่วยถอนอาการจากพิษทั้งปวง และใช้ต้มแก้อาการกระหายน้ำ หรือแก้พิษไข้ ให้รสเย็น
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าฟักจัดเป็นพืชที่มีประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว โดยวิธีการเลือกฟักที่ดีนั้นควรเลือกฟักที่มีเนื้อแข็ง ส่วนภายในควรมีขอบเป็นสีเขียวเข้มแล้วค่อยๆ จางไปถึงตรงกลางจนเป็นสีขาว เมื่อนำมาประกอบอาหารจะมีรสชาติหวานกรอบและอร่อยนั่นเอง

ฝรั่ง ประโยชน์และสรรพคุณของฝรั่ง

ฝรั่ง (Guava) เป็นพืชสมุนไพรและผลไม้ประเภทต้น ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่าง ๆ เช่น ภาคเหนือเรียก มะก้วย ส่วนภาคใต้เรียก ยะหมู, ย่าหมู ในภาคอีสานเรียก บักสีดา ส่วนนราธิวาสเรียก ชมพู่, มะปุ้น และชาวแต้จิ๋วเรียก ปั้กเกี๊ย เป็นต้น นับเป็นผลไม้ที่เราต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยมีแหล่งกำเนิดมาจากแถบอเมริกากลาง และในหมู่เกาะอินดีสต์ตะวันตก และมีในประเทศไทยของเรามาช้านาน โดยสันนิษฐานว่าน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทานกันเป็นอย่างมาก
ลักษณะทั่วไปของฝรั่ง
สำหรับต้นฝรั่งนั้นจัดเป็นไม้ต้น โดยมีความสูงของลำต้นประมาณ 3 – 5 เมตร มีลักษณะของผิวเปลือกค่อนข้างเกลี้ยง มีใบหนาและหยาบ โดยมีกิ่งอ่อนเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ส่วนท้องใบมีริ้วเห็นเส้นชัดเจนพร้อมขนขึ้นบางๆ และออกดอกเป็นช่อๆ โดยในช่อหนึ่งๆ จะมีดอกย่อยเล็กๆ สีขาวอมเขียวอยู่ประมาณ 3 – 5 ดอก ตามบริเวณซอกใบ ซึ่งมีผลเป็นลูกกลม ๆ หรือรี ๆ สีเขียว ลักษณะผิวเกลี้ยง ส่วนเนื้อในเป็นสีขาว รสชาติหวาน กรอบ พร้อมเมล็ดแข็ง ๆ อยู่ภายใน

ฝรั่ง

ประโยชน์และสรรพคุณของฝรั่ง
ใบ – ช่วยในการดับกลิ่นต่างๆ และใช้เคี้ยวช่วยดับกลิ่นปาก ให้รสฝาด
ยอดอ่อน – สามารถนำไปปิ้งไฟใช้ชงน้ำดื่ม ช่วยแก้อาการท้องร่วง แก้เสมหะพิการ และช่วยแก้อาการบิดปวดเบ่ง ให้รสฝาด
ผลอ่อน – ช่วยแก้อาการท้องเสีย ให้รสฝาด
ผลสุก – ช่วยในการดับกลิ่นเหม็น และช่วยระบายท้อง ตลอดจนนำไปวางบนหีบศพเพื่อดูดกลิ่นได้ดี ให้รสหวาน
ราก – ช่วยให้น้ำเหลืองแห้ง และแก้อาการน้ำเหลืองเสีย ให้รสฝาดเฝื่อน
ทั้งห้า – ช่วยในการดูดกลิ่น และนำมาใช้ตำพอกเพื่อดูดน้ำเหลืองหรือน้ำหนองออกมา และช่วยถอนพิษจากบาดแผล ให้รสฝาดเย็น

ฝรั่ง

ซึ่งนอกจากฝรั่งจะเป็นที่นิยมรับประทานกันแล้ว ยังจัดเป็นผลไม้อันทรงคุณค่าด้วยมีแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายเรามากมาย โดยเฉพาะวิตามินซีที่สูงกว่าในส้มถึงประมาณ 5 เท่าเลยทีเดียว ที่ช่วยเสริมสร้างเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้แก่ร่างกาย แถมยังเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักอีกด้วย เพราะมีกากใยอาหารสูง และเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยทำให้ไม่อ้วนด้วย

โสม ประโยชน์และสรรพคุณของโสม


หากเอ่ยถึงพืชสมุนไพรอย่างโสม หรือในภาษาจีนเรียกว่า สิ่งเฉ้า, ปั๋งทุ้ย เป็นต้น เชื่อว่าหลายคนต่างรู้จักกันดี โดยโสมนั้นเรียกได้ว่าเป็นราชาแห่งสมุนไพรทั้งปวงเลยก็ว่าได้ จนได้รับฉายาว่า King of Herbs จัดเป็นพืชสมุนไพรจีนที่มีมากว่าสองพันปีมาแล้ว เรียกว่ามีปรากฏในบันทึกตำรายาจีนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นเลยทีเดียว ซึ่งมีสรรพคุณเด่นในด้านการรักษาโรคภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี สำหรับปัจจุบันโสมนั้นนิยมปลูกอยู่ตามแหล่งต่างๆ ของโลก ซึ่งโสมที่ปลูกนั้นจะมีประโยชน์ทางยาน้อยกว่าโสมที่เกิดตามธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงที่ออกดอกเป็นช่วงที่โสมจะมีคุณค่าทางสมุนไพรมากที่สุด และควรจะมีอายุระหว่าง 2 – 20 ปี
ลักษณะทั่วไปของโสม
โสม (Ginseng) จัดเป็นพืชล้มลุกที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศจีนตอนเหนือ และเกาหลี เป็นลำต้นที่ฉ่ำน้ำโดยมีขนาดของลำต้นประมาณ 60 – 80 เซนติเมตร ซึ่งโสมเป็นพืชสมุนไพรที่เจริญเติบโตช้า โดยรากของโสมนั้นจะมีลักษณะอ้วนและกลมอวบแตกออกเป็น 2 แขนง ดูเผินๆ เหมือนกับขาของคน ซึ่งเปลือกรากจะมีเนื้อนิ่มสีเหลือง โดยนิยมเก็บโสมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ดอกโสมจะออก เรียกว่าเป็นช่วงที่โสมอุดมคุณค่ามากที่สุดเลยก็ว่าได้ ส่วนใบนั้นจะออกเป็นใบคล้ายรูปฝ่ามือคน มีปลายแหลม และขอบหยัก และดอกโสมจะออกเป็นดอกสีขาวบริเวณยอดต้นแบบซี่ร่ม โดยจะออกดอกในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน ส่วนผลเมื่อดิบจะมีสีเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะกลายเป็นสีแดง มีลักษณะผลกลมแบนเล็กน้อย

โสม

ประโยชน์และสรรพคุณของโสม
– ช่วยบำรุงร่างกายและบำรุงกำลังให้แข็งแรง
– ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
– ช่วยป้องกันอาการความดันต่ำที่ทำให้เกิดอาการหน้ามืดหรือเป็นลม
– ช่วยให้เจริญอาหาร
– ช่วยแก้อาการแพ้ต่างๆ
– จัดเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีอายุยืน
– ดีต่อระบบประสาท, การได้ยิน และการมองเห็น
– มีสารอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเสื่อมในส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งผิวพรรณ
– ทำให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น
– ช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายดีขึ้น
– ช่วยสร้างเสริมภูมิต้านทานในร่างกาย ทำให้ไม่เจ็บป่วยบ่อย
– ช่วยยับยั้งและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ
– ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ หรือภาวะสมองเสื่อม
– ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ
– ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร
– แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนเป็นเลือด หรือไอเรื้อรัง
– ช่วยแก้อาการมือ-เท้าเย็น หรือมีเหงื่อออกมามากกว่าปกติ

โสม

วิธีการนำโสมมารับประทาน
– ให้นำโสมมารับประทานคู่กับขิง ช่วยลดอาการแพ้ท้องของผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่
– ให้นำโสมไปเคี่ยวไฟอ่อนๆ ดื่มเพื่อแก้อาการโรคหัวใจ
– ให้นำโสม, เก๋ากี้ และเส็กตี่ มาแช่เหล้าสัก 15 วัน ช่วยฟื้นฟูร่างกายให้มีกำลัง พร้อมบำรุงเลือด, อาการปวดเมื่อย และระบบสายตา
– ให้นำโสมมาต้มพร้อมกับโหงวบี่จื้อ และแบะตง ใช้ดื่มแก้อาการกระหาย ช่วยให้ชีพจรเต้นเป็นปกติ และบำรุงกำลัง แก้อาการเหงื่อออกมากผิดปกติ
– นิยมนำโสมมาตุ๋นหรือต้มกับเนื้อสัตว์

โสม

ข้อห้ามในการรับประทานโสม
– ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยง
– ผู้ที่เป็นโรคไต หรือไอมีเลือดปน ให้หลีกเลี่ยง
– ผู้ที่มีอาการท้องผูก ขับถ่ายไม่เป็นปกติ หรือนอนไม่หลับ ไม่ควรทาน
– ผู้ที่มีอาการปวดแน่นอก หรือเป็นโรคไต ไม่ควรทาน
– ขณะปรุงโสมไม่ควรปรุงในภาชนะที่เป็นเหล็ก
– ไม่ควรรับประทานโสมนานติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน และควรรับประทานในปริมาณ 2.5 – 15 กรัม
– หากรับประทานโสมแล้วช่วงนั้นควรหลีกเลี่ยงผักกาดหัว หรือชา

รากบัว ประโยชน์และสรรพคุณของรากบัว


รากบัว (Lotus root) นั้นเรียกว่าเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของบัวหลวง หรือที่ชาวจีนนิยมเรียกกันว่า หน่อยเก๋า หรือกวงพั้ง เป็นต้น ซึ่งคนไทยเรานิยมนำมารับประทานเป็นอาหารกันทั้งแบบดิบและสุก นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรอีกมากมายหลายอย่างเลยทีเดียว โดยรากบัวนั้นจัดว่าเป็นพืชสมุนไพรจีนที่มีฤทธิ์เย็นและรสหวาน
ลักษณะทั่วไปของรากบัว
บัวจัดเป็นพืชไม้น้ำที่มีรากหรือเหง้าสีขาวอมเหลืองหรือสีงาช้างอยู่ใต้ดินเป็นปล้องๆ ยาวและใหญ่ โดยมีกลิ่นหอมอ่อนๆ และแข็งเล็กน้อย ซึ่งหากนำรากบัวมาตัดตามแนวขวางจะมีลักษณะเป็นรูกลมกลวงๆ อยู่หลายรูเลยทีเดียว และตามก้านใบจะมีหนามอยู่และยาวชูขึ้นโผล่พ้นเหนือน้ำ จนเมื่อแก่แล้วก็จะกลายเป็นฝักบัวที่มีเมล็ดบัวอยู่ภายใน และรากบัวเมื่อแก่มักนิยมนำมาต้มหรือทำเป็นยาสมุนไพรรับประทาน โดยรากบัวนี้สามารถรับประทานได้ทั้งแบบดิบและสุก ซึ่งมีสรรพคุณทางยาสมุนไพรตามลักษณะการรับประทาน

รากบัว

ประโยชน์และสรรพคุณของรากบัว
– ช่วยบรรเทาอาการร้อนใน และกระหายน้ำ
– ช่วยแก้อาการไอ และขับเสมหะออกจากลำคอ
– ช่วยป้องกันหรือรักษาอาการเลือดกำเดาไหล
– ช่วยบำรุงอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย ได้แก่ หัวใจ, ตับ, ม้าม, ไต หรือกระเพาะอาหาร เป็นต้น
– ช่วยแก้อาการอาเจียนแล้วมีเลือดปนออกมา
– ช่วยรักษาโรคบิด หรืออาการท้องร่วง
– ช่วยในการบำรุงสายตาให้เป็นปกติ และแก้ภาวะตาอักเสบ
– ช่วยบำรุงร่างกายให้มีกำลัง และแก้อาการอ่อนเพลียง่าย
– ช่วยบำรุงระบบสมองให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผ่อนคลายความตึงเครียด

รากบัว

วิธีการนำรากบัวมารับประทาน
– ให้นำรากบัวมาตุ๋นรวมกับน้ำผึ้งจนกระทั่งมีเนื้อข้น แล้นำมารับประทานจะช่วยแก้อาการขับถ่ายออกมาเป็นเลือด
– ให้นำรากบัวมาหั่นแว่น แล้วต้มดื่มพร้อมกับแห้งและเก๊กฮวย จะช่วยป้องกันและแก้อาการอาเจียนแบบมีเลือดปนออกมา หรือภาวะเลือดออกตามทวารหนัก หรือช่องท้อง เป็นต้น
– ให้นำรากบัวมาคั้นน้ำแล้วนำไปต้มผสมกับผลสาลี่คั้นสด จะช่วยบรรเทาอาการไข้ตัวร้อนและอาการไอ รวมทั้งช่วยขับเสมหะออกจากลำคออีกด้วย
– ให้นำรากบัวสดมาคั้นน้ำ พร้อมผสมน้ำผึ้งลงไปให้มีรสชาติ พร้อมดื่มรับประทานช่วยแก้อาการกระหายน้ำ และทำให้ชุ่มคอ
– ให้นำรากบัวมาต้มผสมกับถั่วเขียวมารับประทานช่วยบำรุงสายตา
– ให้นำไข่ตุ๋นและชวงฉิก, เกลือ และน้ำคั้นจากรากบัว รับประทานเพื่อห้ามเลือด

รากบัว

ข้อห้ามในการรับประทานรากบัว
– ไม่มีข้อห้ามในการรับประทาน


ผกากรอง ประโยชน์และสรรพคุณของผกากรอง

ผกากรอง (Lantana) เป็นพืชสมุนไพรจำพวกหญ้า ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น สามสิบ, หญ้าสาบแร้ง, สาบแร้ง, เบญจมาศป่า และก้ามกุ้ง เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในแถบแอฟริกาเขตร้อนและทางฝั่งอเมริกา และต่อมาได้มีการขยายพันธุ์กระจายไปทั่วโลกในเขตร้อน สำหรับในประเทศไทยเราก็ได้มีการสันนิษฐานกันว่าพืชสมุนไพรชนิดนี้น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยส่วนใหญ่นิยมนำมาปลูกกันเป็นไม้ประดับอยู่กลางแจ้งตามสถานที่ต่างๆ หรือตามแนวรั้ว เนื่องจากต้นผกากรองนี้มีดอกที่สีสันสวยงามแลดูสดใสและสดชื่นมาก แถมยังดูแลรักษาง่ายอีกด้วย และทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดี รวมถึงโรคและแมลงต่าง ๆ จึงทำให้เป็นที่นิยมปลูกกันมากนั่นเอง
ลักษณะทั่วไปของผกากรอง
สำหรับต้นผกากรองนั้นจัดเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อยที่มีขนาดเล็ก เป็นทรงพุ่มกลม สามารถมีอายุได้นานหลายปีเลยทีเดียว โดยมีความสูงของลำต้นอยู่ที่ประมาณ 1 – 2 เมตร และมีหนามอยู่เล็กน้อย แตกกิ่งก้านมาก มีใบค่อนข้างหนา โดยมีขนขึ้นปกคลุมอยู่ทั่วลำต้น ซึ่งจะขยายพันธุ์โดยการปักชำหรือเพาะเมล็ด และเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดจัดส่องถึงในดินร่วมปนทราย ส่วนใบนั้นจะออกเป็นใบเดี่ยวสีเขียวเข้มรูปทรงไข่ โดยออกแบบเรียงตรงข้าม ขอบหยัก ปลายแหลม โดยมีดอกออกเป็นช่อๆ คล้ายกับซี่ร่ม มักออกตามยอดของกิ่งหรือง่ามใบ ในแต่ละช่อมีดอกอยู่มากมายหลายดอกราวๆ 20 – 25 ดอก ซึ่งดอกของผกากรองนี้จะมีอยู่หลายสีเลยทีเดียว ได้แก่ สีเหลือง, ขาว, ชมพู, แสด, แดง ฯลฯ และผลนั้นจะออกบริเวณดอกเป็นทรงกลมโดยออกเป็นพวง เมื่อผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อสุกจะเป็นสีม่วงดำ เนื้อนิ่ม และภายในมีเมล็ดอยู่เพียง 2 เมล็ด

ผกากรอง

ประโยชน์และสรรพคุณของผกากรอง
ใบ – ช่วยบำรุงกำลัง ช่วยขับลม ทำให้อาเจียน และนำมาตำทาแผลผื่นคัน ให้รสเฝื่อนร้อน
ดอก – ช่วยแก้อาเจียน แก้อักเสบ แก้อาการปวดท้อง และนำมาตำพอกแก้อักเสบ ห้ามเลือด และแก้อาการฟกช้ำ ให้รสเฝื่อน
ราก – ช่วยแก้อาการฟกช้ำ แก้ปวดฟัน แก้หวัด และแก้ไข้ ให้รสเฝื่อนขม
ทั้งต้น – ช่วยแก้อาการไขข้ออักเสบ แก้หืด และแก้ไข้ ให้รสเฝื่อนขม

ผกากรอง

ทั้งนี้ หากใครที่จะนำผกากรองมารับประทานอาจควรระมัดระวัง เพราะอาจเกิดเป็นพิษขึ้นได้ เนื่องจากเป็นพืชที่มีพิษ รวมทั้งในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ไม่ควรรับประทานอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้แท้งลูกได้